Silent mode

posted on 28 Mar 2009 10:40 by cafeofart  in ART

หลังจากชีวิตวุ่นวาย ดังมรสุมลง ช่วงนี้ชีวตเริ่มสงบ (เล็กน้อย) เลยมีเวลามาอัพบล็อกที่ทิ้งร้างไว้แสนนาน หายไปนานเลยนำเอากิจกรรมดีๆ มาฝากถ้าใครสนใจงานภาพถ่ายขาวดำสวยๆ ของช่างภาพชาวญี่ปุ่น มาซาโตะเซโตะ (ทราบมาว่าเป็นคนญี่ปุ่นที่เกิดในเมืองไทย เคยอยู่จังหวัดอุดรธานี ถึงอายุ 8 ขวบแล้วก็ไปอยู่ญี่ปุ่น) นิทรรศกาลครั้งนี้ที่เขาใช้ชื่อว่า Silent mode หรือถวังค์เงียบโดยใช้กล้องปรับชัตเตอร์เป็นระบบเงียบ(อันนี้ไม่รู้จัก ถ้าใครรู้ช่วยบอกด้วยนะ เผื่อจะไปปรับกล้องตัวเองบ้าง)จับภาพใบหน้าเพื่อนร่วมเดินทางบนรถไฟใต้ดินโตเกียวที่กำลังหลงละเมออยู่ในโลกของตัวเอง ผู้คนที่กำลังฝัน ครุ่นคิด หรือเหม่อลอย และไม่ทันสังเกตเห็นชายที่แอบเก็บเกี่ยววิญญาณของเขาด้วยกล้องไร้เสียง งานภาพถ่ายครั้งนี้จัดแสดงที่คัดมันดู สตูดิโอ อยู่ในถนนปั้นตรงข้ามวัดแขก จนถึง 29 มีนาคมนี้ (ก็พรุ่งนี้นี่นา) วันนี้เอาตัวอย่างภาพมาฝาก

 

 

 

 ภาพที่จัดแสดงประมาณ 20 ภาพ เขาจัดเรียงอยู่บนชั้น 2 ของคัดมันดู ภาพจะจัดเรียงอยู่ 2 ข้างบนผนัง เราไปดูมาแล้วเราไล่ดูแต่ละภาพไม่เคยรู้เลยว่าในห้วงเวลาหนึ่งที่เวลาหยุดลง กล้องตัวหนึ่งได้แอบเก็บบันทึกเรื่องราวต่างๆ ของหญิงสาวบนรถไฟ ทุกคนกำลังอยู่ในภวังค์ของตัวเอง ราวกลับกำลังดิ่งลึกอยู่ในตัวเอง เราเป็นเหมือนคนที่กดรีโมทพอส แล้วเฝ้ามองภาพต่างๆเหล่านั้นอย่างเงียบๆ

               

                เมื่อวันที่ 22 มกราคม ที่ผ่านมา วงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดต้องสูญเสียนักแสดงหนุ่มมากความสามารถ ฮีท เลดเจอร์ จากไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้ให้คือผลงานเรื่องสุดท้ายใน The Dark Knight ผลงานเรื่องสุดท้ายที่เขารับบทเป็นโจ๊กเกอร์ อาชญากรลึกลับที่ต่อกรอย่างสมน้ำสมเนื้อกับแบทแมน

            The Dark Knight กำกับโดยคริสโตเฟอร์ โนแลน และยังเขียนบทร่วมกับโจนาธาน โนแลน น้องชายของเขา หลังจากที่เขาทำ  Batman Begins ซึ่งได้คริสเตียน เบล มารับบท บรูซ เวย์น ลูกเศรษฐีที่มีอดีตอันขมขื่นในวัยเด็ก ทำให้เขากลายมาเป็นอัศวินแห่งรัตติกาลต่อสู้กับเหล่าวายร้าย ปกป้องประชาชนและเมือง กอตแธมภายใต้หน้ากากและชุดคลุมสีดำ โดยมีผู้ช่วยที่ภักดี อัลเฟร็ด เพนนีเวิร์ส’ (ไมเคิล เคน) และ ลูเซียส ฟอกซ์’ (มอร์แกน ฟรีแมน) ผู้สร้างชุดและเครื่องมืออันไฮเทคให้แก่แบทแมน

            The Dark Knight เรื่องราวในภาคนี้แบทแมนจะต้องต่อกรกับอาชญากรตัวร้ายที่ไม่มีใครรู้ประวัติของเขา เขาจะทิ้งไพ่โจ๊กเกอร์ไว้ทุกครั้งเมื่อก่ออาชญกรรมจนทำให้เขาถูกขนานนามว่าโจ๊กเกอร์(ฮีท เลดเจอร์) แม้แต่อาชญากรด้วยกันก็ขยาดในตัวบุรุษผู้นี้ ที่อำพรางใบหน้าภายใต้สีเปรอะเปื้อนบนใบหน้าเหมือนตัวตลกบนไพ่ เขาไม่ทำงานให้ใครเพื่อเงิน แต่เพื่ออุดมการณ์ที่เขาไม่เชื่อในความดีของมนุษย์ มนุษย์ทุกผู้ทุกนามละโมบ รักแต่ตัวเอง ชั่วช้าเลวทราม เขาจึงเข้ามาจัดการเมืองกอตแธมด้วยความชั่วของเขาและไล่ล่าแบทแมนสัญลักษณ์ของความดี ซึ่งหนังให้โจ๊กเกอร์เป็นผู้บอกเบื้องหลังของเขาเองว่าในวัยเด็กเขาถูกทำร้ายจากพ่อซึ่งฝากรอยแผลเป็นด้วยคมมีดเป็นทางยาวบนริมฝีปาก เขาจึงไม่เคยเชื่อใจใคร ไม่มีความปรานี ไม่มีแผนการ ฆ่าคนด้วยความสะใจ ความมัน        

            ในด้านที่สว่างของเมืองกอตแธมซึ่งกำลังปรบมือให้การต้อนรับ ฮาร์วีย์ เดนต์’ (แอรอน เอ็คฮาร์ต)อัยการหนุ่มคนใหม่  ที่เข้าต่อกรกับวายร้ายและไล่ล่าโจ๊กเกอร์ ฮาร์วีย์คือศัตรูหัวใจตัวเบ้งของเวย์น ที่มาครอบครองหัวใจ ของเรเชล ดอว์ส’ (แม็กกี จิลเลนฮาล) อดีตรักของเวย์น แต่เวย์นก็เชื่อในตัวของฮาร์วีย์ที่เป็นสัญลักษณ์ฮีโร่ที่ยืนอยู่ในความสว่าง และคนแบบนี้แหละที่ชาวกอตแธมต้องการ มากกว่าฮีโร่ในเงามืดอย่างเขา

           

             คนที่มีคุณธรรมอย่างฮาร์วีย์ก็เป็นเหยื่อในเกมของโจ๊กเกอร์ เกมที่เขาเชื่อว่าคนทุกคนเป็นคนเลวแม้แต่ตัวอัยการผู้ผดุงคุณธรรม เมื่อต้องสูญเสียสิ่งที่เขารักหมดหัวใจไป อัยการหนุ่มก็กลายเป็นวายร้ายได้ในพริบตา เป็นสิ่งที่โจ๊กเกอร์เดิมพัน และเขาก็ชนะในเดิมพันนั้น พร้อมกับการเดิมพันในตัวมนุษย์ในฉากที่ชาวเมืองกอตแธมหนีตายไปบนเรือสองลำ ลำหนึ่งบรรทุกประชาชนชาวก็อตเธม อีกลำบรรทุกนักโทษ ทั้งสองลำมีระเบิดที่ติดอยู่ในเรือ และตัวจุดระเบิดของกันและกัน โดยทั้งสองลำจะต้องเลือกที่จะฆ่าคนอื่นและตัวเองรอดภายในระยะเวลาที่กำหนด ฉากนี้ถือว่าเป็นฉากที่หนังสร้างออกมาได้ดี คนดูถูกทำให้เป็นผู้เฝ้ามองความเป็นไปของเรือทั้งสองลำว่าจะตัดสินใจอย่างไร และถ้าลองมองกลับมาที่ตัวเราว่าถ้าเป็นเรา เราจะเลือกอะไร กับการรักษาชีวิตตัวเองเอาไว้แลกกับชีวิตของนักโทษที่สังคมตราหน้าว่าเป็นเดนสังคม หนังค่อยๆ ให้ภาพของโจ๊กเกอร์ที่เป็นวายร้ายธรรมดาในตอนแรก และเริ่มก่อการใหญ่ขึ้น จนเรารู้สึกหวาดกลัวในตัวอาชญากรผู้นี้ และสิ่งสำคัญคือการแสดงของฮีท เลดเจอร์ ที่เขาทำให้เราเชื่อถึงความร้ายกาจของโจ๊กเกอร์ เป็นการแสดงชิ้นสุดท้ายที่ปิดลงอย่างงดงาม

            หนังตั้งคำถามกับความดี ความชั่ว แต่ไม่ได้ให้คำตอบไว้ว่าตกลงด้านไหนกันเป็นฝ่ายชนะ The Dark Knight ไม่ใช่หนังฮีโร่ที่มีแต่สีขาวกับสีดำ แต่มันเป็นโลกของสีเทาที่มีทั้งความดีความชั่วอบอวลอยู่ในตัวของมนุษย์

"ไม่มีอะไรจะพูด"

posted on 30 Jul 2008 23:41 by cafeofart  in Events, Movie

 

35 ศิลปิน ร่วมกับ สถาบันปรีดี พนมยงค์ และมูลนิธิหนังไทย
ผลิตวิดีโอเงียบ "ไม่มีอะไรจะพูด" ความยาวไม่เกินคนละ 5 นาที

โดยการฉายครั้งแรก จะฉายบนกำแพงตึก กลางสถาบันปรีดี พนมยงค์
ในงาน ศิลปกับสังคม เทศกาลศิลปะนานาพันธุ์
คืนวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม เวลา 1 ทุ่ม ถึง 4 ทุ่ม

พร้อมด้วยการแสดงเพอร์ฟอร์มแมนซ์ อ่านบทกวี และคอนเสิร์ต
Stylish Nonsense , Beargarden
และ อัศจรรย์ จักรวาล

ฉายครั้งที่สอง บนกำแพงใหญ่หน้าตึกหอศิลป์กรุงเทพมหานคร
กลางเมืองย่านสยามแสควร์(วันเวลาจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง)

ฉายครั้งที่สาม บนเว็บไซต์ยูทูบ หลังจากฉายทั้งสองแห่งไปแล้ว

โปรดติดตามข่าวความเคลื่อนไหว ซึ่งจะแจ้งให้ทราบเป็นระยะ ๆ

รายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ
T:
087 599 4878
E: 35nothingtosay@gmail.com
W: www.thaiindie.com และ
www.thaifilm.com

 

ถ้าไม่มีอะไรจะพูด ให้พี่คนนี้เขาพูดแล้วกันค่ะ